อำเภอเมือง

ฟาร์มจระเข้ และสวนสัตว์สมุทรปราการ


ตั้งอยู่ถนนท้ายบ้าน ตำบลท้ายบ้าน ห่างจากตัวเมืองประมาณ
3 กิโลเมตร หรือสามารถเข้าทางถนนสุขุมวิท (สายเก่า)
เทศบาลบางปูซอย 46 ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2493
ปัจจุบันเป็นฟาร์มจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในเป็นสถาน
เพาะเลี้ยงจระเข้ขนาดต่าง ๆ กว่า 60,000 ตัว มีการแสดง
โชว์ จระเข้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00–16.00 น. ทุก ๆ 1 ชั่วโมง
(พักเที่ยง) วันหยุดเพิ่มรอบ 12.00 น.และ 17.00 น. นอกจากนี้
ยังมี การแสดงของช้างแสนรู้ ซึ่งเป็นอีกกิจกรรมหนึ่ง
ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เป็นอันมาก โดยมีการแสดง
ทุก 1 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 -16.30 น. ทุกวัน นอกจากการเลี้ยงจระเข้แล้ว ภายในฟาร์ม
ยังมีสัตว์อื่น ๆ อีก เช่น เสือ ลิงชิมแปนซี   ชะนี เต่า งู   นก อูฐ ฮิปโปโปเตมัส กวาง และปลา
จำนวนมาก   นอกจากนี้ยังสามารถเข้าชม พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ ได้จัดแสดงกระดูกและหุ่นจำลอง
ไดโนเสาร์ พร้อมการฉายสไลด์มัลติวิชั่น เรื่องของมนุษย์และ สัตว์ดึกดำบรรพ์ด้วย

เมืองโบราณ

ตั้งอยู่ในเขตตำบลบางปูใหม่ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 33
ถนนสุขุมวิท (สายเก่า) ห่างจากตัวจังหวัด 8 กิโลเมตร
เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่รวบรวมสถานที่สำคัญ ๆ ในประเทศ
มีพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ เริ่มก่อสร้างเมื่อปลายปี 2506
ปูชนียสถานที่สำคัญๆ เช่น เขาพระวิหาร ปราสาทหินพนมรุ้ง
วัดมหาธาตุสุโขทัย พระพุทธบาทสระบุรี พระธาตุเมืองนคร
พระธาตุไชยา ฯลฯ โดยสร้างให้มีขนาดเล็กลง บางแห่งเท่า
แบบจริงการสร้างฝีมือประณีต นอกจากนั้น ยังเป็นแหล่ง
รวบรวมศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านที่นับวันจะสูญหาย ไปจาก
สังคมยุคใหม่ ผู้ที่ต้องการศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของประเทศไทย จะศึกษาได้จากเมืองโบราณแห่งนี้

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ

ตั้งอยู่ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ ตรงข้ามกับโรงเรียน
นายเรือ จากแยกบางนาไปสำโรงประมาณ 10 กิโลเมตร
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์ทุกประเภท
ที่ใช้ในกิจการกองทัพเรือ รวมถึงเรือรบจำลองของไทย
ตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งเรือดำน้ำรุ่นแรก
และุรุ่นเดียวของราชนาวีไทย

เปิดเวลา 09.30 - 15.30 น. โทร. 0 2475 3808 , 0 2394 1997

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ เป็นพิพิธภัณฑสถาน แบบพิเศษ ทำหน้าที่ รวบรวม อนุรักษ์ วัตถุพิพิธภัณฑ์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน และโบราณคดี ที่เกี่ยวกับกิจการทหารเรือ ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นที่รวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับวัตถุพิพิธภัณฑ์สมัยโบราณของกองทัพเรือไทย ยุทธนาวีการรบครั้งสำคัญ ๆ ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่เคยใช้ในการรบเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ยังมีเรือจำลองสมัยต่าง ๆ เช่น เรือที่ใช้ในพระราชพิธีกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารคในสมัยรัชกาลที่ 5 เรือหลวงพระร่วง เรือเหรา และเรือหลวงมัจฉานุ

พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ เปิดให้เข้าชมฟรี ทุกวัน เวลา 09.00 - 15.30 น. (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) ดังนี้

1. การเข้าชมเป็นรายบุคคล สามารถเ้ข้าชมได้ตามวัน-เวลา ที่กำหนด
2. การเข้าชมเป็นหมู่คณะ สามารถเ้ข้าชมได้ตามวัน-เวลา ที่กำหนดเช่นกัน และทางพิพิธภัณฑ์จะจัดวิทยากรในการบรรยาย ( แบบฟอร์มขอเข้าชม )
3. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หัวหน้าพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ เลขที่ 99 ถนนสุขุมวิท ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270 โทร. 0 2394 1997 หรือ 0 2475 3808

1. รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ ได้แก่ ปอ.7 ปอ.8 ปอ.11 ปอ.25 ปอ.508 ปอ.511 ปอ.525 ปอ.536
2. รถโดยสารประจำทางธรรมดา ได้แก่ สาย 25, 102, 142

 

 

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 12 ไร่ ของบริษัท ธนบุรี
ประกอบยนต์ จำกัด ตำบลสำโรงทาบ
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างจากแรงบันดาลใจ และความคิดของ
คุณเล็ก วิริยะพันธ์ ผู้สร้างเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ
และปราสาทสัจธรรม เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อให้เป็นสถานที่
เก็บรักษาศิลปวัตถุ มรดกทางวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ
และเพื่อสืบสานอนุรักษ์งานศิลป์ไทยให้คงอยู่สืบชั่วลูก ชั่วหลาน สืบไป

ช้างเอราวัณหรือช้างสามเศียร เป็นประติมากรรมลอยตัวด้วยวิธี
เคาะมือแห่งแรก ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำจากโลหะทองแดง
แผ่นเล็กสุดขนาดเท่าฝ่ามือนำมาเรียงต่อกันด้วยความประณีต
นับแสนชิ้น ตัวช้างรวมอาคารมีความสูง 43.60 เมตร (หรือสูง
ขนาดตึก14-17ชั้นโดยประมาณ) อาคารพิพิธภัณฑ์ช้าง
เอราวัณ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนบนของตัวช้าง
เฉพาะส่วนหัวมีน้ำหนักประมาณ 100 ตัน ลำตัวช้างหนัก 150 ตัน
สูง 29 เมตร กว้าง 12 เมตร และยาว 39 เมตร ตัวช้างออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงวัตถุมีค่า เช่น
ภาพวาดสีฝุ่น รูปจักรวาล พระพุทธรูปปางลีลา บริเวณท้องช้างปูด้วยไม้มะเกลือสีออกดำ ส่วนล่างของตัวช้าง
เป็นฐาน โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก อาคารศาลามีความสูง 14.60 เมตร กระจายน้ำหนัก


ตัวช้างด้วยคานวงแหวนรอบนอกและรอบในบนอาคาร ถ่ายน้ำหนักลงเสาแปดเสา
ภายนอกและสี่เสา ภายในอาคารศาลาการตกแต่งภายในเป็นการผสมผสานศิลปะ
หลากหลายรูปแบบ เช่น การใช้ กระจกสีแบบศิลปะตะวันตก, เครื่องเบญจรงค์
สลับลวดลายสอดสี, การดุนโลหะบนแผ่นดีบุก ของช่างเมืองนครศรีธรรมราช
และรูปปั้นโบราณชนิดต่าง ๆ อาทิ คนธรรพ์บรรเลงดนตรี รูปพญานาค
ของช่างเมืองเพชร

ส่วนชั้นใต้ดินที่เรียกว่า “ชั้นบาดาล” เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการและโบราณวัตถุ
จำนวนมาก อาทิ พระพุทธรูป เทวรูปสมัยต่าง ๆ และเครื่องลายครามของจีน

ระเบียงรอบนอกตัวอาคารประกอบด้วยซุ้มแปดซุ้ม รอบพิพิธภัณฑ์เป็นอุทยาน
พรรณไม้ในวรรณคดี และพันธุ์ไม้หายากจากทุกภูมิภาคของประเทศ มีงานประติมากรรมลอยตัวเรื่อง รามเกียรติ์
วางเรียงรายล้อมรอบอาคาร

พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 150 บาท เด็ก 50 บาท
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2371 3135-6 โทรสาร. 0 2380 0304 หรือ www.Ancientcity.com

การเดินทาง พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท (สายเก่า) ผ่านแยกบางพลี
ก่อนถึงแยกปากน้ำ ตั้งอยู่บริเวณซ้ายมือ รถโดยสารประจำทางธรรมดา สาย 25,142,365
และรถปรับอากาศ สาย 102,507,511,536

วัดอโศการาม

ตั้งอยู่เทศบาลบางปูซอย 60 ถนนสุขุมวิทสายเก่า
ตำบลท้ายบ้าน ห่างจากตัวเมือง 6 กิโลเมตร (เข้ามาจากถนน
สุขุมวิทประมาณ 1 กิโลเมตร) สร้างเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม
2505 ฝ่ายธรรมยุตินิกาย โดยพระสุทธิธรรมรังสีคัมภีร์เมธา จารย์ (พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร) เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง และเป็น
สถานที่สำหรับวิปัสสนากรรมฐาน มีสิ่งที่น่าชม เช่น
พระธุตังคเจดีย์ เป็นพระเจดีย์หมู่รวม 13 องค์ แต่ละองค์
ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ เป็นที่ระลึกถึงธุดงควัตร
13 ประการ และวิหารวิสุทธิธรรมรังสี อาคารจตุรมุข 3 ชั้น

ส่วนยอดเป็นมณฑปประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุเช่นกัน ภายในวิหารประดิษฐานสรีระท่าน
อาจารย์ลี

วัดกลาง

ตั้งอยู่ถนนศรีสมุทร ตำบลปากน้ำ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท
เป็นวัดสมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ วัดตะโกทอง พระอุโบสถได้รับ
การปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 3 หน้าบันมีลายปูนปั้น ประดับเครื่อง
ลายคราม ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเรื่องปฐมสมโพธิกถา
ต่อมามีการสร้างพระมณฑป ประดิษฐานพระพุทธบาท 4 รอย
หน้าบันมีลวดลายไม้สลักละเอียดอ่อน สวยงามควรค่าแก่การอนุรักษ์
อย่างยิ่ง

 

 

อำเภอพระประแดง

วัดโปรดเกศเชษฐาราม

อยู่ที่ถนนทรงธรรม ตำบลทรงคะนอง อยู่ถัดจากวัดไพชยนต์ฯ
เล็กน้อย เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เป็นวัดพุทธไทยเพียง
วัดเดียวในย่านพระประแดง ส่วนวัดอื่นๆ มักเป็นพุทธรามัญ
พระยาเพชรพิไชย สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 มีลักษณะ
สถาปัตยกรรมดีเด่น คือ พระอุโบสถไม่มีช่อฟ้าใบระกา
หน้าบันมีศิลปะปูนปั้นลายเครือเถา ประดับเครื่องลายคราม
ภายในมีพระประธานหล่อด้วยโลหะ เป็นพระพุทธรูป
ปางมารวิชัย พระวิหารมีลักษณะสถาปัตยกรรม เช่นเดียวกับ
พระอุโบสถ ภายในมีพระพุทธไสยาสน์พระพักตร์งามมาก
นอกจากนี้ยังมีพระมณฑปหลังคามุงด้วยกระเบื้องรายรอบด้วย
เก๋งจีน ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ มีพระปรางค์ที่มุมทั้ง 4 ด้าน ภายในพระมณฑป
มีพระพุทธรูปและรอยพระพุทธบาทจำลองประดับมุข

 

วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร

ตั้งอยู่ที่ตำบลบางน้ำผึ้ง จากแยกพระประแดง เลี้ยวซ้ายเข้า
ถนนพระราชวีริยาภรณ์ ประมาณ 200 เมตร ก็จะถึงวัด
วัดไพชยนต์ฯ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท กรมพระราชวัง
บวรมหาศักดิพลเสพย์ทรงสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2
มีพระอุโบสถและพระวิหารที่งดงาม ในพระอุโบสถ
มีพระประธานปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัย อยู่บนบุษบก
ยอดปรางค์จตุรมุข

วัดทรงธรรมวรวิหาร

ตั้งอยู่ถนนทรงธรรม เลยจากวัดโปรดเกศเชษฐาราม ประมาณ 200 เมตร
เป็นวัดเก่าแก่ในพุทธศาสนารามัญนิกาย สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองนครเขื่อนขันธ์ ในสมัยรัชกาลที่ 2
มีกุฏิและพระอุโบสถ เป็นเครื่องไม้ฝากระดาน
ต่อมาในรัชกาลที่ 3 ทรงเห็นว่าวัดชำรุดทรุดโทรมมากจึงโปรดฯ ให้
พระยาดำรงค์ราชพลขันธ์ (จุ้ย คชเสนี) รื้อกุฏิมาสร้างเป็นหมู่เดียวกัน

ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท มีพระรามัญเจดีย์องค์ใหญ่ ศิลปะรามัญ
พระวิหารก่ออิฐถือปูน มีช่อฟ้าใบระกาทำด้วยไม้สัก ภายในประดิษฐาน
พระพุทธบาทจำลอง

สวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติ ศรีนครเขื่อนขันธ์

ตั้งอยู่ตำบลบางกะเจ้า สร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อเป็นแหล่งผลิตอากาศบริสุทธิ์
เป็นสวนสาธารณะ สำหรับพักผ่อนออกกำลังกาย
และศึกษาระบบนิเวศน์ ของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์
ในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง ลักษณะของสวน
เป็นการผสมผสานของสวนสาธารณะที่มีการจัด
สภาพภูมิทัศน์ให้สวยงาม ประกอบด้วยพันธุ์ไม้น้ำ
พันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่สามารถเจริญเติบโตได้ในน้ำกร่อย
กับการรักษา สภาพสวนเกษตรดั้งเดิม
ซึ่งเป็นสวนผลไม้เก่าไว้

การเดินทาง จากอำเภอพระประแดงไปตามถนนเพชรหึงส์ 6 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าซอยวัดราษฎร์รังสรรค์
ประมาณ 400 เมตร

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง

อยู่ที่ตำบลตลาด สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2356 เป็นหลักเมืองเก่าของอำเภอพระประแดง ในสมัยเมื่ออำเภอนี้มีฐานะเป็นเมือง ชาวบ้านถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญแห่งหนึ่ง
ซึ่งชาวเมืองเคารพนับถือมาก หลักเมืองนี้มีลักษณะพิเศษ คือ มีรูปของพระพิฆเนศวร์สถิตอยู่เหนือเสา

ศาลพระเสื้อเมือง

อยู่ที่ตำบลตลาด สร้างขึ้นพร้อมกับเมืองพระประแดง
ชาวบ้านนับถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เคารพบูชากันมาก

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง

เป็นตลาดน้ำแห่งใหม่ใกล้กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บริเวณ
ตำบลบางน้ำผึ้ง เป็นการร่วมมือระหว่าง อบต.
บางน้ำผึ้ง และชาวบ้านในชุมชนสร้างตลาดน้ำแห่งนี้
เพื่อหาทางแก้ไขภาวะผลผลิตล้นตลาด ซึ่งตลาดน้ำ
แห่งนี้สร้างงานสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้
เป็นอย่างดี เสน่ห์ของตลาดน้ำแห่งนี้ คือ วิถีชีวิต
ชาวบ้านริมคลองส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายมอญ
และยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และอาหารที่มีชื่อเสียง
ของชุมชน ได้แก่ ดอกไม้เกล็ดปลา ปั้นธูปสมุนไพร
หอยทอดขนมครก และมะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีเรือพายให้บริการ อัตราค่าเช่าลำละ
20 บาท และยังมีกิจกรรมท่องเที่ยวสัมผัสวิถีชีวิต
ชุมชน และชื่นชมธรรมชาติอันสวยงามของสวนผลไม้ในชุมชน โดยเช่าจักรยานในราคา 30 บาท
ต่อคัน ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งจะมีเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08.00 - 14.00 น.
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่   นายก อบต. น้ำผึ้ง โทร. 0 1171 4930  สำนักงาน อบต. บางน้ำผึ้ง
โทร. 0 2819 6762

 

ป้อมแผลงไฟฟ้า

ตั้งอยู่ที่ตำบลตลาด ติดกับโรงเรียนเทศบาลพระประแดง
ยังมีสภาพสมบูรณ์อยู่บางส่วน เป็นป้อมปราการแห่งหนึ่ง
ของฐานทัพเมืองนครเขื่อนขันธ์ เป็นเสมือนหนึ่งฐานทัพ
ด้านปากแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นเมืองที่มีป้อมปราการหลายแห่ง
เนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
(รัชกาลที่ 1) มีพระราชดำริที่จะใช้ป้องกันพระราชอาณาจักร
ปัจจุบันเทศบาลเมืองพระประแดงได้ทำการบูรณะเป็นที่พักผ่อน
หย่อนใจของประชาชน โดยบริเวณข้างบนของป้อมได้จัดปืนใหญ่
โบราณหลายกระบอก ตั้งไว้ให้ชมรอบๆ บริเวณจัดปลูกต้นไม้ร่มรื่น

อำเภอบางพลี

วัดบางพลีใหญ่ใน

ตั้งอยู่ริมคลองสำโรง ตำบลบางพลีใหญ่ ห่างจากบึงตะโก้ประมาณ 500 เมตร
เดิมชื่อวัดพลับพลาไชยชนะสงคราม สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในชัยชนะ
ของพระองค์ ต่อมาได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์ใหญ่สมัยสุโขทัยปางมารวิชัยลืมเนตร
หน้าตักกว้าง 3 ศอก 1 คืบ เนื้อเป็นทองสัมฤทธิ์เป็นพระประธานในโบสถ์
เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนโดยทั่วไปนาม หลวงพ่อโต วัดนี้จึงมีชื่อว่า
วัดหลวงพ่อโต ชาวบางพลีได้อัญเชิญหลวงพ่อโตจำลองลงเรือ ในพิธีโยนบัว
หรือรับบัวทุกปี ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11

ติดกับวัดยังมีตลาดริมน้ำโบราณให้นักท่องเที่ยวได้เดินชมและเลือกซื้อ ซึ่งมีทั้งอาหารและของใช้ต่างๆ เปิดบริการตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น

วัดบางพลีใหญ่กลาง

ตั้งอยู่บริเวณคลองสำโรงฝั่งเหนือ ตำบลบางพลีใหญ่
ห่างจากวัดบางพลีใหญ่เล็กน้อย สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2367
ชาวบ้านเรียกว่า วัดกลาง ต่อมาเปลี่ยนเป็น วัดราษฎร์ศรัทธาธรรม
และครั้งสุดท้ายเปลี่ยนเป็นวัดบางพลีใหญ่กลาง
เป็นที่ประดิษฐานสมเด็จพระศากยมุณีศรีสุเมธบพิตร
พระพุทธรูปปางสีหไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ยาว 53 เมตร
ภายในพระนอนมีห้องปฏิบัติธรรม ภาพเขียนเรื่องราวของเทวดา นรก
และมีห้องหัวใจพระซึ่งประชาชนนิยมมาปิดทองเพื่อเป็นศิริมงคล

 

สถานตากอากาศบางปู


อยู่ในเขตตำบลบางปูใหม่ ริมถนนสุขุมวิท ประมาณ
กิโลเมตรที่ 37 ตรงข้ามกับนิคมอุตสาหกรรมบางปู
เป็นสถานตากอากาศที่มีชื่อเสียง มาเป็นเวลานาน
และเป็นสถานพักฟื้น พักผ่อน ของกรมพลาธิการทหารบก
ภายในมีร้านอาหาร บ้านพักไว้บริการนักท่องเที่ยว และในช่วง
ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนเมษายน
จะมีนกนางนวลอพยพมาหากินอยู่ตามชายทะเล
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2323 9138, 0 2323 9983

 

บึงตะโก้

เป็นบึงที่นักท่องเที่ยวนิยมเล่นกีฬาทางน้ำ ได้แก่ เคเบิ้ลสกีและวินด์เซิร์ฟ อัตราค่าเช่าชั่วโมงละ
200 บาท เปิดบริการทุกวัน การเดินทาง จากทางด่วนสายบางนา-ตราด ให้ตรงไปประมาณกิโลเมตร
ที่ 13 ปากทางเข้าบึงตะโก้จะอยู่ทางด้านขวามือติดกับ บริษัท มิตซูบิชิ จำกัด เข้าไป 100 เมตร
และเลี้ยวขวาเข้าซอยสุกไสว (ใกล้กับไปรษณีย์บางพลี) 200 เมตร ก็จะถึงบึงตะโก้ สอบถามเพิ่มเติม
ได้ที่ โทร. 0 2316 7809-10

ฟาร์มหนองงูเห่า และฟาร์มเสือ

อยู่ที่ตำบลบางโฉลง ถนนบางนา-ตราด ประมาณกิโลเมตรที่ 14-15 แยกเข้าทางซ้าย 300 เมตร
(เข้าซอยวิทยาลัยเกริก) เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2529 มีเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ เป็นสถานที่
เพาะเลี้ยงงูเห่าชนิดต่าง ๆ และมีการแสดงวิธีรีดพิษงู การจับงู พร้อมทั้งมีผลิตภัณฑ์ทำด้วยหนังงูจำหน่าย
ในราคาย่อมเยา เช่น รองเท้า กระเป๋า เข็มขัด ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีการแสดงเสือให้ชมอีกด้วย
เปิดให้เข้าชม 09.00-17.00 น. ปกติจะอนุญาตให้เข้าชมเฉพาะบริษัทนำเที่ยวที่มีการติดต่อกันไว้แล้ว
เท่านั้น หากบุคคลทั่วไปสนใจจะเข้าชมต้องทำหนังสือหรือติดต่อขออนุญาตล่วงหน้าไปที่
ฟาร์มหนองงูเห่า เลขที่ 23/2 หมู่ 6 กิโลเมตรที่ 15 ถนนบางนา-ตราด ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี
จังหวัดสมุทรปราการ 10540 หรือโทร. 0 2312 5990 โดยเสียค่าเข้าชมคนละ 50 บาท

อำเภอพระสมุทรเจดีย์

ป้อมพระจุลจอมเกล้า หรือ ป้อมพระจุล

ตั้งอยู่บริเวณริมปากแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลแหลมฟ้าผ่า อยู่ห่างจากแยกพระสมุทรเจดีย์ ไปตามถนนสุขสวัสดิ์
เดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 303 ประมาณ 7 กิโลเมตร หรือสามารถเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง
ปรับอากาศสาย 20 ป้อมพระจุลฯ-ท่าดินแดง

เป็นป้อมที่ทันสมัยและมีบทบาทสำคัญยิ่งในการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นที่ทำการยิงต่อสู้กับอริราช
ศัตรูมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ร.ศ. 112 ( พ.ศ. 2436) เป็นป้อมที่จารึกอยู่ใน ความทรงจำของคนไทย
และประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนานเพราะในสมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
ทรงเห็นว่า ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสกำลังแสวงหาเมืองขึ้น บรรดาประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ติดเขตแดนไทย
ก็ถูกประเทศทั้งสองเข้าครอบครองไปหมดแล้ว นับเป็นภัยใหญ่หลวงสำหรับประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย
พระองค์จึงทรงหาวิธีป้องกันต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันทางน้ำ ทรงดำริให้ปรับปรุงป้อมต่าง ๆ
ทางปากน้ำโดยจ้างชาวต่างประเทศที่ชำนาญการทหารเรือ เป็นที่ปรึกษาวางแผนในการปรับปรุง
กิจการทหารเรือในครั้งนั้นด้วย

พระสมุทรเจดีย์

ตั้งอยู่ถนนสุขสวัสดิ์ ตำบลปากคลองบางปลากด ในวัดพระสมุทรเจดีย์
ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงกันข้ามกับศาลากลางจังหวัด เดินทาง
ตามทางหลวงหมายเลข 303 ( ถนนสุขสวัสดิ์)
แต่เดิมพระเจดีย์นี้ตั้งอยู่บนเกาะกลางปากแม่น้ำเจ้าพระยา ท้ายป้อม
ผีเสื้อสมุทร ต่อมา ชายตลิ่งฝั่งขวาของแม่น้ำตื้นเขินงอกออกมาเชื่อม
ติดกับเกาะอันเป็นที่ตั้งพระเจดีย์ ปัจจุบันจึงไม่มีสภาพเป็นเกาะอีกต่อไป
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์นี้
ขึ้นแต่ยังไม่ทันเสร็จก็สิ้นรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เจ้าอยู่หัวทรง
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อเป็นพระเจดีย์สูง 20 เมตร ต่อมาในรัชกาลที่ 4
ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนรูปทรงพระเจดีย์แล้วก่อให้สูงขึ้นอีกเป็น 38 เมตร
ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระชัยวัฒน์ และพระปางห้ามสมุทรไว้

 

พาราไดซ์ บางขุนเทียน

ตั้งอยู่ที่ 90/1 ตำบลคลองสวน อำเภอพระสมุทรเจดีย์ บริเวณรอยต่อ 3 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ
สมุทรปราการและสมุทรสาคร   แยกจากถนนพระราม 2 ไปตามถนนเทียนทะเล (ทางไปทะเลกรุงเทพฯ)
13  กิโลเมตรและแยกซ้ายเข้าซอยเทียนทะเล 25 อีก  7 กิโลเมตร   เป็นสถานที่จัดกิจกรรมท่องเที่ยว
ชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมทะเล เช่น การเลี้ยงปูทะเล หอยแครง   นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้การตกปู
ใดยใช้ไม้ไผ่แหย่รูปู การดักปู การมัดปู การงมหอยแครง หอยแมลงภุ่ การหาหอยนางรม การตกปลา
และมีกิจกรรมขี่จักรยาน นั่งเรือสัมผัสชาวบ้านตำบลบ้านคลองสวน ตลาดขายส่ง เนื่องจากพื้นที่
ด้านหลังติดกับคลองผู้เฒ่า ซึ่งเชื่อมต่อกับทะเลกรุงเทพฯ บางขุนเทียน สามารถนั่งเรือไปเที่ยว
ทะเลกรุงเทพฯ ได้ในเวลา 5 นาที และเดินเที่ยวป่าโกงกางของบางขุนเทียนได้ การเที่ยวชมจะจัด
เป็นแพ็กเกจทัวร์ 1 วัน หรือ 2 วัน 1 คืน มีสถานที่พัก สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 0 1425 9686 หรือ
  0 2541 9508-9 เว็บไซต์ www.paradisebangkoksearesort.com



สิงห์คู่สร้างจากหินหยกเขียวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มูลนิธิธรรมกตัญญู

มูลนิธิธรรมกตัญญู (เสียนหลอไต้เทียนกง) ตั้งอยู่ 993 หมู่ 7
ถ.สุขุมวิท ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ครอบคลุม 26.5ไร่ ก่อสร้างเมื่อพ.ศ.2534โดยได้นำรูปแบบของศาลใช้รูปแบบจากมูล
นิธิหนานคุณเซินไต้เทียนฟู่ของประเทศไต้หวันสิ่งปลูกสร้างจึงยังมี
โครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบจีนแท้ ๆยิ่งใหญ่อลังการหลังคาประดับ
ด้วยสัตว์มงคลตามคติความเชื่อของชาวจีนทั้งหงส์มังกรรวมด้วยเรื่อง
ราวทางความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวจีนโบราณไล่สายตาจากหลังคา
มาถึงชายคาช่างฝืมือดีบรรจงแกะสลักไม้แล้วลงรักปิดทองอย่างสวยงาม
ฝาผนังเป็นภาพแกะสลักจากหินหยกเขียวที่นำเข้ามาจากประเทศจีน
เป็นเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับพุทธศาสนามีทั้งความอ่อนช้อยรวมถึงเสา
ของตัวอาคารที่บรรจงแกะสลักอย่างสวยงาม

ภายในตัวอาคารเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ จากประตูทางเข้าด้านหน้าจะเป็นห้องที่
เทพเจ้า 5พระองค์ “หวูฝู่เซียนส้วย” ซึ่งประกอบด้วย ตระกูลหลี่“หลี่ต้าเลี่ยง”
ตระกูลฉือ “ ฉือมุ่งเปียว ” ตระกูลอู๋ “ อู๋เสี้ยวควาน ” ตระกูลจู “ จูชู๋ยื้อ ”
ตระกูลฟ้าน “ ฟ้านเฉินเยอะ ”
และยังมีเทพเจ้าอื่น ๆ ที่เป็นที่เคารพนับถือ
ของผู้คนจำนวนมากทั้ง เทพเจ้าเฉิงหวงเหย่ (หลักเมือง), พระโพธิสัตว์อวโล
กิเตศวร
(เจ้าแม่กวนอิม), เจ้าพระขันธกุมาร (ท้าววิรุฬหก), เจ้าพระธรรมบาล
(สิบแปดอรหันต์), เทพเจ้าฝูเต๋อเจิ้นเสิน (แป๊ะกง)

แต่สิ่งที่เป็นที่สุดเป็นจุดเด่นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวจะต้องชมและเก็บภาพไว้
เป็นที่ระลึกนั้นคือ คู่สิงห์โต แกะสลักจากหินหยกเขียว นำเข้าจากประเทศจีน สร้างจากหินหยกเขียวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คู่สิงห์โตตามความเชื่อของ
ชาวจีนถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคล มีความสง่าราศี มองดูน่าเกรง
ขามยิ่งใหญ่เกรียงไกร ซึ่งสิงห์โตคู่ที่อยู่หน้าศาลของมูลนิธิธรรมกตัญญูได้ผ่าน
การปลูกเสก สวดมนต์คาถาศักดิ์สิทธิ์โดยนักพรตผู้ปฏิบัติธรรมในศาสนาเต๋า
มีคติความเชื่อว่า “ สิงห์โตคู่อันศักดิ์สิทธิ์นี้สามารถกำจัดสิ่งชั่วร้าย ตามตำนาน
เชื่อว่ากำจัดภูตผีปีศาจสิ่งอาถรรพ์ทั้งปวงได้ยอดเยี่ยมและเป็นวัฒนธรรมขนบ
ธรรมเนียมของจีนโบราณที่สืบทอดกันมานับพันปี ”และนับว่าคู่สิงห์โตของมูลนิธิธรรมกตัญญูสร้างจากหินหยก
เขียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเซียนอกจากนี้ในหนึ่งปีทางมูลนิธิ ฯมีงานประจำปี
ีที่สำคัญ ๆ หลายงาน เช่น วันตรุษจีน, วันหยวนเชียว (มีการเสี่ยงทายเจ้าภาพงานวันเกิดเจ้าของแต่ละองค์ พิธีจุดดวงไฟ สะเดาะเคราะห์ ขอเต่า ขอเงินก้นถุง), งานเทกระจาดประจำปี, วันเกิดเจ้าของแต่ละองค์ เป็นต้น

สำนักงาน ททท.ภาคกลางเขต 8 จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวชมความมหัศจรรย์ของสิ่งปลูกสร้างและความ
ศรัทธาของผู้สร้างที่ปรารถนาจะให้สิ่งปลูกสร้างของมูลนิธิธรรมกตัญญูเป็นแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งของเมือง
ปากน้ำ และเป็นจุดสำคัญสำหรับการเรียนรู้ศาสตร์ ความเชื่อ วิถีชีวิตของชาวไทยจีน
ติดต่อสอบถาม โทร.0-2323-3120-5 เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น

 


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคกลางเขต 8 จังหวัดนครนายก
Tourism Authority of Thailand Central Region Office : Region 8 Nakhonnayok Province